ประวัติของฟ้ามุ้ย
ฟ้ามุ่ย
( vanda coerulea ) เป็นราชินีของกล้วยไม้แวนด้า ชื่อฟ้ามุ่ย
หมายถึงสีฟ้าอมม่วง คำว่า. ‘มุ่ย’แปลว่าม่วง
ดังนั้น จึง เป็นกล้วยไม้ของไทยชนิดเดียวในโลก ที่มีสีน้ำเงินฟ้า อมม่วง สดใสซึ่งเป็นสีที่หายากในกล้วยไม้
และดอกที่มีขนาดใหญ่เป็นช่อตั้งสวยงามสะดุด ตา ถึงแม้ว่า เราจะพบฟ้ามุ่ย
ในบางส่วนของประเทศอินเดีย พม่า ก็ตาม แต่ได้มีการยืนยันจากนักกล้วยไม้
ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน
ต่างก็ยอมรับว่าฟ้ามุ่ยจากป่าเมืองไทยเป็นฟ้ามุ่ยที่มีดอกใหญ่ สีเข้มและลายสมุกชัด
กว่าแหล่งกำเนิดอื่นใดในภูมิภาค
ฟ้ามุ่ยเป็นกล้วยไม้ที่นิยมอย่างมาก
กันมา นาน พบหลักฐานเป็นลายลักษณ์ตั้งแต่ ปี พศ.๒๓๘o ที่ฟ้ามุ่ยต้นแรกๆได้ถูกนำเข้าไปยังทวีปยุโรป โดยนาย วิลเลียม กริฟฟิท (William
Grifit) ซึ่งต่อมาได้มีการเก็บกันอย่างมานับเป็นหมื่นต้นจากพม่าเพื่อส่งไปต่าง
ประเทศ ดังได้มีบันทึกไว้ในหน้า ๒๗๘ ในหนังสือ ตำราเล่นกล้วยไม้ (พศ.๒๔๕๙)
พระนิพนธ์ของสมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตร สุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิจ
ฟ้ามุ่ย มีลักษณะดอกสีฟ้า
หรือฟ้าอมม่วง ซึ่งในธรรมชาติยังมีฟ้ามุ่ยสีขาว และสีชมพู นับเป็นสีที่หาได้ยาก
ซึ่งโอกาสที่จะเจอนับเป็นหนึ่งในพัน หรือในหมื่นต้นอาจจะเจอเพียงต้นเดียว
ตั้งแต่ในอดีตย้อนไปไม่ต่ำกว่าสิบปี ฟ้ามุ่ยชมพู สวยๆ
ที่ได้พบเจอจากธรรมชาติมีน้อย อาจมีบางต้นที่ถูกนำมาใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์สำรับผสมแวนด้าเพื่อให้ได้แวนด้า
สีชมพู เช่น ฟ้ามุ่ยชมพู ต้นป้าสมสุขนักเลี้ยงกล้วยไม้รุ่นเก่า ที่ได้ ฟ้ามุ่ยชมพู
ทูโทนซึ่งกลีบดอกครึ่งบนเป็นสีชมพูเข้ม ตัดกับกลีบครึ่งล่างเป็นสีขาวอมชมพูเรื่อๆ
หรือฟ้ามุ่ยชมพูจากอ.สะเมิง ที่มีชาวบ้านมาขายให้คุณชิเนนทร ในปีพศ. ๒๕๓๙ ซึ่งเป็นต้นที่ได้ถ่ายรูปลงหนังสือ
The Field Guide To The Wild Orchid of Thailand (Fourth and Expended
Edition) ซึ่งต้นของคุณชิเนนทรไม่ได้ผสมติดฝักเพื่อขยายพันธุ์
และในเวลาต่อมาได้ถูกเชื้อราเข้าทำลายจนต้นเสียหายไปในในที่สุด
หลังจากนั้นก็ไม่มีประวัติการพบเจอ ฟ้ามุ่ยชมพู
ที่สวยๆ จากป่าอีกเลย จนถึงช่วงปี พศ. ๒๕๔๘ – ๒๕๕o ที่ผ่านมา ได้มีการค้นพบ ฟ้ามุ่ยชมพู ต้นใหม่อีกเพียงสองต้น
จากหมู่บ้านชาวม้ง แห่งหนึ่ง ในเขตรอยต่อบ้าน ม่อนยะเหนือ ม่อนยะกลาง และม่อนยะใต้
ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นเขตรอยติดต่อหลังดอยอ่างการะหว่างอำเภอ.แม่แจ่ม อ.สะเมิง
จ.เชียงใหม่ โดยชาวบ้านเล่าว่า ฟ้ามุ่ยชมพู
ต้นนี้ได้มานานกว่ายี่สิบปีแล้วและปลูกเลี้ยงสืบทอดกันมาในครอบครัว
ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับความชื่นชอบในความสวยงามของดอก
บวกกับเรื่องโชคลางและความเชื่อของชนในเผ่า โดยมากทุกบ้านที่ปลูกฟ้ามุ่ยต้นอื่น ๆ จะเป็นสีฟ้า
แต่มีเพียงต้นเดียวที่สีแตกต่างไปจึงปีนนำไปปลูกไว้บนยอดต้นพลับขนาดใหญ่
สูงจากพื้นดินกว่าสาม-สี่เมตร และภายหลังจึงได้ ฟ้ามุ่ยชมพู มาอีกเป็นต้นที่สอง
ซึ่งมีสีดอกอ่อนกว่า
หลังจากนั้นจึงมีนักพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้จากสมาคมกล้วยไม้ เชียงใหม่ ได้นำ
ฟ้ามุ่ยชมพู ทั้งสองต้น มาเลี้ยงที่
บ้านสวนคุณน้อย
กระจาดทอง ที่ อ.แม่วาง
ซึ่งพบว่าเป็นต้นที่เลี้ยงง่ายเช่นเดียวกับฟ้ามุ่ยสีฟ้าทั่วไป
ชอบอากาศโปร่งมีลมถ่ายเทสะดวก มีความชื้น ประมาณ 70% ชอบแสง ประมาณ 60-70% ต่อมาได้ผสมติดฝักภายในต้นเดียวกัน(self
cross) และผสมข้ามต้น ระหว่าง ฟ้ามุ่ยชมพู สองต้น(sip cross)
จนได้เป็นกล้วยไม้ขวด และอนุบาลปลูกเลี้ยงรวมในตระกร้าหมู่
ไม้ชุดนี้เป็นการผสมเกสรระหว่าง ฟ้ามุ่ยชมพู ต้นป่าแท้
ซึ่งทางผู้ผสมได้ตั้งข้อสังเกตว่าสีของดอก ฟ้ามุ่ยชมพู
จากธรรมชาติจะมีสีหลากหลายทั้งสีอ่อน และเข้มขึ้นบ้าง
แต่สีจะไม่เข้มจัดมากเท่าฟ้ามุ่ยผสมที่มีการผสมข้ามกลับไปมากับแวนด้าลูกผสม
ลักษณะดอกของ ฟ้ามุ่ยชมพู ชุดนี้ ที่โคนกลีบคู่ในจะพลิ้ว
บิดยกขึ้นเล็กน้อยซึ่งเป็นลักษณะดั่งเดิมของฟ้ามุ่ยพันธ์แท้ใน ป่าธรรมชาติ
ซึ่งกล้วยไม้นิ้วชุดนี้เป็นลูก
ฟ้ามุ่ยชมพู ชุดแรกที่ผสมซึ่ง ทางผู้ผสมได้คาดหวัง ว่าจะได้ลูก ฟ้ามุ่ยสีชมพู
เหมือนต้นพ่อแม่พันธุ์
หรือหากได้ดอกที่มีสีเข้มหรืออ่อนแตกต่างกันออกไปก็จะเป็นการพิสูจน์
ถึงการถ่ายทอดลักษณะของสีชมพูในกล้วยไม้ชนิดนี้
ภาพที่
1 ฟ้ามุ้ย ราชินีแห่งกล้วยไม้
ข้อมูลทั่วไปของฟ้ามุ้ย
ชื่อสกุล
Vanda
ชื่อชนิด ฟ้ามุ่ย Vanda coerulea Griff.
ประเภท กล้วยไม้รากอากาศ/เจริญเติบโตทางยอด
ฤดูดอก กรกฎาคม-ธันวาคม
จำนวนดอกในช่อ 10-15 ดอก
ชื่อชนิด ฟ้ามุ่ย Vanda coerulea Griff.
ประเภท กล้วยไม้รากอากาศ/เจริญเติบโตทางยอด
ฤดูดอก กรกฎาคม-ธันวาคม
จำนวนดอกในช่อ 10-15 ดอก
วัสดุปลูก
ไม่ใช้วัสดุปลูก ชอบอยู่ในที่แสง รำไร
การขยายพันธุ์ ปั่นตา/เพาะเมล็ด/แยกหน่อ
แหล่งอาศัยในธรรมชาติ ป่าดิบเขาทางภาคเหนือ
แหล่งที่พบในประเทศไทย ตาก เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน
สถานที่ปลูกเลี้ยง ปลูกเลี้ยงได้เฉพาะสถานที่มีความชื้นเหมาะสม
สถานภาพ ใกล้สูญพันธุ์ในธรรมชาติ แต่มีการขยายพันธุ์ในห้องแล็บจำนวนมาก และปลูกเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย
เขตการกระจายพันธุ์ พม่า จีนตอนใต้ อินเดีย
การขยายพันธุ์ ปั่นตา/เพาะเมล็ด/แยกหน่อ
แหล่งอาศัยในธรรมชาติ ป่าดิบเขาทางภาคเหนือ
แหล่งที่พบในประเทศไทย ตาก เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน
สถานที่ปลูกเลี้ยง ปลูกเลี้ยงได้เฉพาะสถานที่มีความชื้นเหมาะสม
สถานภาพ ใกล้สูญพันธุ์ในธรรมชาติ แต่มีการขยายพันธุ์ในห้องแล็บจำนวนมาก และปลูกเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย
เขตการกระจายพันธุ์ พม่า จีนตอนใต้ อินเดีย
การปลูกเลี้ยงฟ้ามุ่ย
ในการปลูกเลี้ยง
ฟ้ามุ่ย ให้หาพันธุ์แท้จากฟาร์มกล้วยไม้ เนื่องจาก ฟ้ามุ่ย
ที่พัฒนาสายพันธุ์ในพื้นราบจะสามารถเลี้ยงได้ง่ายกว่าการนำกล้วยไม้ป่าที่อยู่บนดอยสูง
ๆ มาเลี้ยงที่บ้าน และ กล้วยไม้ที่ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์แล้ว
ยังมีความสวยงามกว่า ฟ้ามุ่ย ที่มาจากป่าแท้ ๆ ด้วย แต่การเลือกซื้อ ฟ้ามุ่ย
ให้ได้ ฟ้ามุ่ย พันธุ์แท้ ไม่ใช่ลูกผสมนั้น
ต้องพิจารณาและคำนึงให้ดีก่อนการตัดสินใจซื้อซึ่งอยู่ที่ดุลพิจนิจของผู้ซิ้อเอง
กล้วยไม้ขวด : เมื่อได้ ฟ้ามุ่ย ขวดมาแล้ว
ให้นำลูกไม้ขวดที่ได้รับมาวางในพื้นที่โรงเรือนที่เราจะปลูก
โดยห้ามให้แดดส่องถึงเป็นอันขาด (หมายถึงห้ามถูกแสงแดดตรง ๆ นะ
ไม่ใช่ว่าเอาไปเก็บในร่มซะมืดทึบ) ถ้าแดดส่องถึง
อุณหภูมิในขวดจะสูงและทำให้ลูกไม้ในขวดตาย ที่นำมา วางก่อนก็เพื่อให้ลูกไม้ปรับตัวกับสภาพโรงเรือนก่อนนั่นเอง
ส่วนระยะวันที่จะวางนั้นก็ราว ๆ 10 - 15 วัน หรือจะ 15
- 30 วันก็ได้ แล้วแต่ความสะดวก หลังจากวางทิ้งไว้นานพอสมควรแล้ว
เราก็สามารถเคาะออกขวดได้ตามปกติ
ลูกไม้ที่ออกขวดแล้วนั้น
ให้นำวางเรียงไว้ในตะกร้าพลาสติกก่อน ตะกร้าพลาสติก 10-15 บาท
ที่ขายในตลาดทั่วไปก็ใช้ได้ โดยรดน้ำทุกเช้า แขวนผึ่งไว้แบบนี้จนกว่าจะมีรากใหม่
ประมาณ 1 เดือนได้ ซึ่งในระยะที่อยู่ในตะกร้านี้
ควรอยู่ใต้ซาแรนที่พลางแสงอย่างน้อย 70 - 80% ทั้งนี้เนื่องจากลูกไม้ยังไม่ต้องการแสงมาก
ปุ๋ยและยาสามารถฉีดพ่นได้แต่ควรให้ครึ่งเดียวจากปกติ
เช่นเดียวกับเด็กอ่อนที่ต้องให้อาหารอ่อน ๆ ก่อน
หลังจากรากใหม่เติบโตดีก็สามารถลงกระถางนิ้ว
การขุน และการให้น้ำและปู่ยกับ ฟ้ามุ่ย
ฟ้ามุ่ย
บางท่านถึงกับให้น้ำถึง 2 ครั้ง
คือเช้าและเย็นและกล่าวกันว่าเป็นกล้วยไม้ที่ต้องการน้ำมาก
แต่สำหรับแล้วรดน้ำเพียงแค่เวลาเดียวคือเช้าเท่านั้นเนื่องจากทางเหนืออากาศชื้นอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องรดน้ำบ่อย
หลักของการให้น้ำคือ ชื้นแต่ไม่แฉะ เราสามารถให้น้ำ ฟ้ามุ่ย ช่วงเวลาได้สองช่วงคือ
เช้า หรือ เย็นก็ได้ ช่วงเช้าคือตั้งแต่เริ่มมีแสงไปจนถึง 8 โมงเช้า
และ เย็นตั้งแต่หลัง 4 โมงเย็น หากรดน้ำในช่วงกลางวัน
น้ำอาจจะเข้าไปขังใน กาบใบทำให้เป็นโรคต่าง ๆ ตามมาได้นั่นเอง
ปุ๋ย หากเป็นระยะไม้เล็ก สามารถให้ปุ๋ยสูตร เสมอ
สลับกับตัวหลังสูงได้ ทุก ๆ สัปดาห์
ตัวหลังสูงจะเป็นสูตรที่ช่วงเร่งให้กล้วยไม้โตเร็วขึ้น
ลักษณะของกล้วยไม้ชนิดนี้
: เอื้อง ฟ้ามุ่ย เป็นกล้วยไม้อิงอาศัยหรือไม้อากาศ
สามารถปรับตัวอย่างยอดเยี่ยม ขึ้นเกาะอยู่กับเปลือกไม้ของไม้ยืนต้นในป่า
มีรากยึดเกาะเหนียวแน่นและอาศัยเพียงแร่ธาตุที่ชะมากับน้ำฝนผสานกับความชื้น
ในอากาศ ก็สามารถรอดชีวิตผลิดอกให้ได้เห็นกันทุกปี ฤดู กาลออกดอกคือระหว่างเดือน
กรกฎาคม ถึงธันวาคม โดยออกดอกเป็นช่อตั้งจากซอกใบ ช่อดอกยาว 20-40 ซ.ม. ช่อดอกโปร่ง เมื่อดอกบานเต็มที่มีขนาดกว้าง 4-7 ซ.ม. โดดเด่น ด้วยกลีบเลี้ยงและกลีบดอกรูปร่างมน
สีฟ้าอ่อนหรือสีฟ้าอ่อนหรือสีฟ้าอมม่วงมีเสน่ห์ดึงดูดสายตา
และน้อยนักที่จะพบสีสันอย่างเช่น สีชมพู หรือ สีขาวล้วน ซึ่งเป็นสีที่หายากที่สุด
ทั่วกลีบมีลายเส้นร่างแหสีครามเข้มนิยมเรียกกันว่า “ลายตาสมุก”
ส่วนกลีบปากมีสีม่วงน้ำเงินงามยิ่ง
แหล่งที่อยู่ในธรรมชาติ
แหล่งที่พบในธรรมชาติของฟ้ามุ่ย
จะพบตามป่าดิบเขาในภาคเหนือ ซึ่งมีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,000
เมตร ขึ้นไป ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน และจังหวัดตาก
เนื่องจากฟ้ามุ่ยมีความสวยงามเป็นที่ต้องการของนักปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ในไทยและต่างประเทศ
จึงมีการเก็บฟ้ามุ่ยจากป่ามาจำหน่ายให้แก่นักปลูกเลี้ยงเป็นจำนวนมากในสมัยหนึ่ง
จนปัจจุบันฟ้ามุ่ยในแหล่งธรรมชาติมีจำนวนลดน้อยถอยลงจนใกล้สูญพันธุ์
ความสวยงามเป็นสิ่งที่หาได้ยาก ไซเตส ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศ
มีวัตถุประสงค์ที่จะรักษาพันธุ์พืชและสัตว์ป่า จึงขึ้นทะเบียน ฟ้ามุ่ย
ไว้ในบัญชีพืชอนุรักษ์ บัญชี 1 ร่วมกับกล้วยไม้สกุลรองเท้านารี
พืชอนุรักษ์ บัญชี 1 หมายถึง ชนิดพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์
ห้ามทำการค้าระหว่างประเทศโดยเด็ดขาด ทั้งการนำเข้า ส่งออก และนำผ่านชนิด
ทั้งนี้ต้นที่จะจำหน่ายไปต่างประเทศจะต้องเป็นต้นที่ได้จากการขยายพันธุ์เทียมเท่านั้น
ทำให้การส่งออกกล้วยไม้ชนิดนี้เป็นไปด้วยความลำบาก แต่ในปี พ.ศ. 2549 มีการประชุมไซเตส ที่จังหวัดเชียงใหม่ กรมวิชาการเกษตร
ได้ยื่นขอมติที่ประชุมให้เพิ่มถอนรายชื่อฟ้ามุ่ยออกจาก บัญชี 1 เป็นบัญชี 2 แทน โดยมีเหตุผลว่าฟ้ามุ่ยได้มีการคัดพันธุ์และขยายพันธุ์โดยวิธีขยายพันธุ์เทียม
(ปั่นตา หรือเพาะเมล็ดในห้องปฏิบัติการ)
แล้วนำมาปลูกเลี้ยงในประเทศกันอย่างแพร่หลาย จากการถอนออกจากบัญชี 1 มาอยู่บัญชี 2 ทำให้การส่งออกฟ้ามุ่ยไปต่างประเทศสะดวกกว่าแต่ก่อน


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น